ธุรกิจ3 ทางเลือกอื่นนอกจาก PayPal ในการรับเงินต่างประเทศ

3 ทางเลือกอื่นนอกจาก PayPal ในการรับเงินต่างประเทศ

ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า PayPal เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการส่งและรับเงินต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ทั่วไปที่หาเงินจากแพลตฟอร์มต่างชาติใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ต้องรับเงินโอนให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในต่างประเทศก็ตาม หลายคนอาจจะเรียกได้ว่าใช้ PayPal เป็นหลักในการทำธุรกรรมเลยทีเดียว

ถึงกระนั้นกฎระเบียบใหม่ของ PayPal ที่เพิ่งออกมาไม่นาน (มกราคม 2021) กลับสร้างปัญหาอย่างมาก เพราะนอกจากบัญชีส่วนตัวจะรับเงินไม่ได้แล้ว คุณจะไม่สามารถรับและส่งเงินผ่านทางฟีเจอร์ Payouts ได้อีกแม้ว่าจะอัพเกรดเป็นบัญชีธุรกิจ (ที่ต้องเป็นนิติบุคคลในการเปิด) ก็ตาม ซึ่งเท่ากับว่าผู้ใช้งาน PayPal รายย่อยทุกคนต่างได้รับผลกระทบอย่างสาหัส

ดังนั้นในโพสนี้ ผมจึงมาขอสรุปว่าคุณจะมีทางเลือกอื่นนอกจาก PayPal อะไรบ้างในการรับส่งเงินต่างประเทศ

ข้อควรทราบสำหรับฟรีแลนซ์, Affiliate และอื่นๆ

ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับฟรีแลนซ์, Affiliate และผู้ค้าอื่นๆ ในแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ที่ต้องรับเงินโอนจากต่างประเทศผ่านทาง PayPal นั้นคือ คุณจะมีตัวเลือกที่ไม่มากนัก เนื่องจากฝั่งลูกค้าหรือ Partner ของคุณอาจจะจ่ายเฉพาะผ่านทาง PayPal เพียงอย่างเดียว ทำให้คุณไม่สามารถใช้บริการตัวเลือกอื่นไปได้โดยปริยาย

อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์ของผมคือ ในบางครั้งเราสามารถต่อรองกับ Partner หรือลูกค้าประจำได้ โดยให้พวกเขาโอนเงินผ่านทางช่องทางอื่น คุณอาจจะต้องยอมเสียค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น แต่ก็แลกกับการที่คุณสามารถรับรายได้ของคุณได้นั่นเอง

ดังนั้นถ้าคุณกำลังประสบปัญหานี้ ผมแนะนำให้ลองติดต่อกับทุกฝั่งที่เกี่ยวเนื่องกับรายได้ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งลูกค้า, ตัวแพลตฟอร์ม ฯลฯ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ครับ

Tips: เนื่องจากการสมัครแพลตฟอร์มเหล่านี้ฟรีทั้งหมด ผมจึงแนะนำว่าให้สมัครทั้งหมดไปเลย คุณจะได้มีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นในการรับส่งเงินต่างประเทศครับ

1. Payoneer

Payoneer เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะการใช้งานแทบไม่ต่างกับ PayPal เลยครับ สามารถส่ง รับเงิน และใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ผมเองได้ลองใช้แล้วพบว่ายอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว

Payoneer เป็นช่องทางรับเงินทรงประสิทธิภาพทไม่แพ้ PayPal

จุดแข็งของ Payoneer มีดังต่อไปนี้

  • กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ฮ่องกง และอีกหลากหลายประเทศทั่วทุกทวีป
  • สามารถใช้เป็น Wallet ได้ – คุณสามารถเก็บรายได้ของคุณไว้ใน Wallet ของคุณเพื่อใช้ซื้อสินค้าต่อไปได้ ไม่ต่างจาก PayPal ถึงกระนั้นคุณก็ไม่ควรเก็บเงินจำนวนมากไว้ใน account อยู่ดี เพราะสุ่มเสี่ยงจะโดนแฮคและโจรกรรมได้ครับ
  • สามารถขอ Payoneer Card (Debit Card) เพื่อนำมารูดซื้อใช้จ่ายได้
  • ชาร์จค่าบริการการโอนเงินต่างประเทศประมาณ 2% ซึ่งจัดว่าไม่แพงจนเกินไป
  • รับเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีได้หลายสกุลเงิน
  • มี Mobile App ให้ใช้งาน
  • User Interface ไม่รกรุกรัง ทำให้การใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากเหมือน PayPal
  • ความเร็วในการรับเงินเข้าบัญชีธนาคารอยู่ที่ประมาณ 2-3 วัน
  • ผู้ประกอบการสามารถเปิด Business Account เพื่อชาร์จเงินลูกค้าได้ตามปกติ

อย่างไรก็ดี Payoneer ก็มีข้อเสียเช่นกันนั่นก็คือ

  • คิดค่าบริการ $29.95 หรือประมาณ 900 บาทต่อปี ถ้าบัญชีของคุณไม่มีการเคลื่อนไหวเข้าออกใดๆ
  • ในบางกรณีอาจจะมีค่าธรรมเนียมของธนาคารได้

ในปัจจุบัน Payoneer ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ผมได้สังเกตเห็นว่ามีหลากหลายแพลตฟอร์มที่เริ่มเปิดให้รับเงินโดยใช้ Payoneer ได้แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกมากมายในอนาคต ดังนั้นผมจึงมองว่าเปิดไว้ก่อนล่วงหน้าก็ไม่เสียหายเลยครับ เพราะเปิดฟรีเช่นเดียวกับ PayPal การส่งเอกสารหรือยืนยันตัวตนก็เรียบง่ายกว่าด้วย

ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือว่าอยากจะสมัครแล้ว สามารถกดลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ

2. Wise

Wise หรือในอดีตคือ TransferWise เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องการได้แพลตฟอร์มรับเงินโอนจากต่างประเทศที่ช่วยให้ผู้รับเงินจะได้รับเงินโอนอย่างรวดเร็ว

จุดแข็งของ Wise มีดังต่อไปนี้

  • กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศในยุโรป ดังนั้นไม่หลอกลวงอย่างแน่นอนครับ
  • ได้อัตราแลกเปลี่ยนโดยรวมที่ดีกว่า PayPal ทำให้คุณมีโอกาสได้เงินโอนเข้าบัญชีของคุณเป็นสกุลเงินบาทที่มากขึ้น ซึ่งทาง Wise ได้ claim ว่าใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนจริง (Real Exchange Rate) มากที่สุด (ผ่านกลไกของ Borderless account)
  • ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 0.35% และไม่เกิน 2%
  • รับเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีได้หลายสกุลเงิน
  • ใช้เป็น Wallet ได้เหมือนกับ PayPal และ Payoneer แต่ไม่ควรเก็บไว้เกิน 15000 ยูโร เพราะถ้ามากกว่านั้นจะคิดค่าใช้จ่าย 0.4% ต่อปี
  • สามารถขอ Debit Card ได้เช่นเดียวกับ PayPal และ Payoneer
  • มี Mobile App ให้ใช้งาน
  • เงินเข้าบัญชีรวดเร็วกว่าทั้ง PayPal และ Payoneer (บางกรณีได้เงินภายในวันเดียวก็มีครับ)
  • ผู้ประกอบการสามารถเปิด Business Account เพื่อชาร์จเงินลูกค้าได้ตามปกติ

อย่างไรก็ดีข้อเสียของ Wise ก็มีเช่นกัน

  • การเปิดบัญชี Wise สำหรับปี 2022 ซับซ้อนและยุ่งยากกว่า Payoneer อยู่บ้าง เนื่องจาก Wise จะให้คุณโอนเงินในธนาคารเข้าเครือข่ายของ Wise (ประมาณ 900 บาท) แต่บางธนาคารจะปฏิเสธธุรกรรมดังกล่าวถ้าคุณใช้บัตรเครดิต ทำให้คุณต้องไปที่สาขาของธนาคารเพื่อโอนเงินแบบ Bank Transfer ครับ (แต่ถ้ามีบัตร KTC ผมแนะนำให้ใช้ KTC ครับ เพราะผมรูดผ่านแบบไม่มีปัญหาใดๆ เลย)
  • ถ้ายอดเงินเกิน 50,000 บาทต่อครั้งจะต้องผ่านบางธนาคารในไทยเท่านั้น

โดยรวมแล้ว Wise เป็นทางเลือกที่ดีในการรับเงินโอนจากต่างประเทศเช่นเดียวกัน แม้ว่าขั้นตอนการสมัครจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ถ้าสมัครเรียบร้อยแล้ว Wise เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ

ถ้าสนใจก็ลองสมัครเลยด้วยการกดปุ่มด้านล่างครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้เช่นกัน)

3. Direct Deposit/Wire Transfer/Bank Transfer/SWIFT Code

วิธีการนี้ก็คือรับและส่งเงินโดยตรงผ่านระบบธนาคารนั่นเอง แนวทางการใช้งานเองก็ไม่ยากอะไร ถ้าคุณเป็นผู้รับ คุณก็แค่ใส่ชื่อของคุณ ชื่อธนาคาร ที่อยู่ เลขที่บัญชี และ Routing/ABA/SWIFT Code ให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้คุณก็พร้อมรับเงินจากต่างประเทศอย่างไม่มีอุปสรรคแล้วครับ

สำหรับผู้ส่งนั้นก็ไม่ได้ยากเช่นเดียวกัน คุณแค่ต้องมีข้อมูลของผู้รับให้ครบถ้วน การส่งก็อาจจะส่งได้ผ่าน App หรือ Web หรือว่าจะไปทำที่สาขาก็ได้ครับ

เท่าที่ผมเคยรับมา ค่าบริการจะอยู่ที่ 300-500 บาท แต่ก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศเช่นเดียวกัน ส่วนระยะเวลาจะนานกว่านั่นคืออย่างน้อย 3-5 วันครับ

ตัวเลือกอื่นๆ ในการรับเงินโอนจากต่างประเทศในอนาคต

Stripe – อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญของ PayPal ในตลาดการรับเงินโอนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี Stripe ยังไม่ให้บริการรับเงินโอนมายังประเทศไทย (มีแผนจะเปิดในอนาคต) ดังนั้นคุณยังไม่สามารถสมัคร Stripe ได้ครับ

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!